มหายันต์ศรีจักรา แห่งมหาจักรวาล


  • ในลัทธิพระเวทต้นกำเนิดของศาสนาฮินดูในประเทศอินเดียและเนปาลศาสตร์แห่งการเขียนลวดลายเพื่อสร้างกระแสพลังอำนาจนี้เรียกว่า อักกะตัชชารี หมายถึงการเขียนพระยันตร์รูปแบบต่างๆรวมไปถึงเลขยันตร์คาถาอาคมที่ถอดจากคำพูดแต่ละคำกลายเป็นตัวอักษรและสัญลักษณ์อันถูกจัดเรียงอย่างมีระเบียบและการนำตัวเลขแทนสัญลักษณ์ดวงดาวต่างๆจัดเรียงอยู่ในผังสมมุติของจักวาลทำการจัดเรียงตัวเลขเหล่านั้นในทิศทางองศาที่ดีที่สุดโดยเชื่อว่าอำนาจจากตัวเลขที่ถูกสมมุติแทนดาวดวงต่างๆจะส่งพลังงานจากดาวดวงจริงหรือพลังจักวาลมาสู่ตัวผู้บูชาทั้งนี้พระยันตร์ต่างๆที่ถูกสร้างขึ้นก็เพื่อใช้กับเหตุการหรือความปรารถาต่างๆหนึ่งในพระยันต์ที่เรียกว่าเป็นมหายันต์ที่มีอำนาจในการแผ่พลังงานจักวาลชั้นสูงคือ ศรีจักรา ยันต์ศรีจักรานี้เป็นรูปยันต์ที่มีความซับซ้อนอย่างยิ่งปรากฏเป็นรูปสามเหลี่ยมที่ซ้อนขึ้นลงสลับกันคล้ายดาวหกแฉกซ้อนกันทั้งหมด3ชั้นมีจุดกึ่งกลางเป็นสามเหลี่ยมควำอยู่ภายในและภายในสามเหลี่ยมคว่ำนั้นมีจุดวงกลมที่เรียกว่าพินธุอยู่รูปสามเหลี่ยมที่เหลีอมซ้อนกันนั้นถูกบรรจุอยู่ภายในวงกลมที่ซ้อนกันอยู่2ชั้นวงกลมชั้นแรกมีรูปดอกบัวแปดกลีบวงกลมชั้นที่2มีรูปดอกบัว16กลีบโดยรูปทั้งหมดนี้ถูกซ้อนอยู่ในสี่เหลี่ยมจตุรัสอีกที่หนึ่งรูปร่างของมหายันต์ศรีจักรานี้มีความหมายอย่างลึกซึ้ง

การสร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อทางศาสนาต่างๆนั้นสถานที่ที่ถูกสร้างจะต้องทำการออกแบบให้สอดคล้องกับจักวาลเพื่อเป็นการดึงอำนาจเบื้องสูงลงมารวมทั้งเป็นการนำพาพลังงานจากเบื้องต่ำขึ้นไปสู่เบื้องสูงทั้งนี้จึงเป็นเรื่องเกี่ยวพันกับพลังงานจักรวาลโดยตรงอย่างเช่นการสร้างพีระมิดอันเป็นสถานที่ที่มีประจุกระแสพลังงานมหาศาลอยู่ภายในหรือการสร้างพระเจดีย์ต่างๆเช่นมหาปราสาทนครวัดนครธมการสร้างพระเจดีย์ต่างๆที่เราเห็นกันทุกวันนี้ก็ล้วนมาจากญาณทัศนะที่ล่วงรู้รูปแบบบางอย่างอันจะสามารถเชื้อเชิญพลังงานอันมหาศาลจากจักรวาลการรวบรวมพลังงานที่กระจัดกระจายให้เป็นระเบียบการแผ่พลังงานออกมาอย่างต่องนื่องและทรงประสิทธิภาพรวมทั้งการยกพลังงานชีวิตและคลื่นพลังงานภายในของผู้ที่เข้ามาให้สูงขึ้น
จากการสร้างรูปแบบเพื่อทำสถาปัตยกรรมชั้นสูงที่มีขนาดใหญ่อีกทางหนึ่งคือการจำลองเอารูปลักษณ์ดังกล่าวเป็นพระยันต์เพื่อพกติดตัวโดยเชื่อว่าคือการย่อส่วนลงมาเพื่อให้เป็นขุมพลังงานที่เคลื่อนที่ได้การสร้างแผนผังเพื่อสร้างวัดวาอารามคือการสร้างแผนผังจำลองจักวาลที่ใหญ่มหาศาลมาเป็นตัวเรือนแต่กระนั้นตัวเรือนหรือสิ่งก่อสร้างก็ไม่สามารถเคลื่อนที่หรือจับย้ายไปมาให้ติดไปกับแต่ละตัว
บุคคลแต่สามารถใช้ได้กับคนจำนวนมากพร้อมกันได้ขณะที่การจำลองรูปแผนผังจักวาลมาสู่รูปลักษณ์ขนาดเล็กที่สามารถติดตัวไปไหนต่อไหนจึงเป็นสิ่งที่สามารถส่งพลังงานอย่างต่อเนื่องให้แก่บุคคลผู้นั้นและสามารถผันแปรพลังงานที่ส่งออกมาในรูปที่เราต้องการได้โดยตรงดีกว่า
ยันต์ศรีจักราคือพระยันต์ที่มีความหมายภายในตัวที่กว้างขวางและลึกมีอิทธิพลต่อหลายระนาบของมิติต่างๆเป็นทั้งการสื่อพลังงานจักวาลการสื่อพลังงานของเทพจนกระทั้งการเข้าถึงปรัชญาระดับสูง
จุดกึ่งกลางของพระยันต์นี้หมายถึงจุดเริ่มต้นของการแผ่ขยายพลังงานพลังงานที่แผ่ออกมามีลักษณะเป็นระลอกคลื่นขณะเดียวกันก็มีการดึงดูดพลังงานจากจักรวาลเข้ามาสู่ตัวเองการแผ่พลังงานและการดึงพลังงานจักวาลของศรัจักรานี้เป็นแบบเดียวกันกับกระบวนการหายใจเข้าออกของมนุษย์และเป็นปรากฎการดึงพลังงานเข้าออกของจักรภายในตัวคนเราด้วย
การแผ่พลังงานที่มีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมซ้อนๆกันนั้นสามเหลี่ยมคือตัวแทนของเวลาทั้งสามอันได้แก่ อดีต ปัจจุบันอนาคตและภพทั้งสามคือกามเทพรูปภพและอรูปภพรวมไปถึงพลังงานอันรังสรรค์ของพระเป็นเจ้าอีกสามอย่างคือแสงน้ำและอากาศเมื่อแรกที่พลังงานจากจุดกึ่งกลางทำการแผ่ออกมากลายเป็นรูปสามเหลี่ยมนั้นหมายถึงคุณสมบัติแรกสามประการของพระเป็นเจ้าคือแสงน้ำและอากาศเมื่อเกิดแสงน้ำและอากาศขึ้นมาก็เกิดเป็นภพต่างๆที่มีความละเอียดต่างๆกันและเกิดเป็นเวลาต่างๆที่ต่างกันออกไปในแต่ละภพการแผ่นพลังงานของศรีจักราแผ่ไปในทิศหลักทั้งสี่คือเหนือใต้ออกตกและแผ่ไปในทิศทั้ง6คือด้านหน้าด้านหลังซ้ายขวาเบื้องบนและเบื้องล่างฐานบัวที่ซ้อนกันสองชั้นจาก8เป็น16แสดงให้เห็นถึงการขยายพลังงานที่คล้ายกับการแย้มของกลีบดอกบัวเป็นแบบทวีคูณและไม่มีที่สิ้นสุดตามแนวของศาสตร์แห่งโยคะ
ศรีจักราคือการย่อส่วนพลังจักวาลหรือพลังแห่งพระเป็นเจ้าที่ยิ่งใหญ่ลงมาสู่รูปแบบที่มีขนาดเล็กดังนั้นศรีจักราจึงทำหน้าที่คล้ายชิบของคอมพิวเตอร์หรือแผงวงจรของคอมพิวเตอร์ที่ประมวลความรู้ข้อมูลหรือสาระสำคัญอย่างยิ่งยวดเอาไว้